ford ranger raptor

อยากรู้มั้ย !! FORD RANGER RAPTOR ต่างจาก FORD RANGER WILDTRAK ตรงไหน

ford ranger raptorford ranger raptor อย่างที่เป็นข่าวไปแล้วตามหน้าหนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน และเว็ปไซด์รถยนต์ ว่าฟอร์ดไม่ทำการเปิดตัว เดี๋ยวนะไม่ใช่การเปิดตัวเพื่อขายแต่ค่เอามาตัวจริงโชว์ว่าจะขายรถคันนี้แบบนี้นะกับ ford ranger raptor หลายท่านคงจะเห็นรูปร่างหน้าตาแล้วหลัง จากทางฟอร์ดได้นำมาโชว์ไปไม่นานนี้ และก็มีหลายท่านถามมาว่ามันต่างจาก Ford Ranger Wildtrack ตรงไหนบ้าง นำไปแต่งให้เหมือนได้หรือไม่

เพราะจากที่เห็นกระจังหน้าที่ให้มาตามร้านขายอุปกรณ์แต่งรถทั่วไปในไทยมีขายเพียบ และก็มีท่านเจ้าของรถ Ranger Wildtrack ไปซื้อมาใส่กันเยอะแยะมากมาย เลยดูจะไม่ตื่นเต้นกันเท่าไหร่นัก เอาละวันนี้เรามาเทียบกันดูดีกว่าว่าไอ้เจ้า มันมีอะไรตรงไหนที่ต่างจาก Ford Ranger Wildtrak 3.2 4×4 บ้างเรามาดูกันเลย

เรามาเริ่มจากภายนอกกัน

Ford Ranger Wildtrak ออกแบบได้โดดเด่นและแสดงถึงสมรรถนะอันทรงพลังของรถจากกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมู แนวเส้นบนกระโปรงหน้ารถที่ดูบึกบึน โดดเด่นยิ่งกว่าด้วยไฟโปรเจกเตอร์, ไฟตัดหมอกทรงสี่เหลี่ยมและกรอบทรงสปอร์ต, ไฟท้ายที่ใช้วัสดุเคลือบสีเทาดำแบบเมทัลลิก, ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดูเท่ห์และฮือฮามากในตอนนั้น

แต่เมื่อเจอ FORD กระจังหน้าใหม่ของ Ford Ranger คำว่า FORD บนกระจังหน้า แล้ว แต่คนไทยคงจะชินเพราะตามที่ขายอุปกรณ์แต่งรถมีเพียบ ไม่เซอร์ไพรส์เท่าไหร่ แต่มันดูเท่ห์มากทีเดียวนะครับ แถมแก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วน และยังถูกตีโป่งขยายออกเพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้น แบนกว้างรถดูโหดกว่าตัว Ford Ranger Wildtrak เยอะมากเล่นเอา Ranger Wildtrak ดูเล็กไปเลยจร้า

มาดูที่บันไดข้างของ Ranger Wildtrak ดูแกร่งแร่งบึกบึนดี แต่บันไดข้างของ Ranger Raptorออกแบบใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ และผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอย

บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน แทมท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร และ เลือกใช้ยาง All-terrain BFGoodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838 มิลลิเมตร กว้าง 285 มิลลิเมตร และช่วงล่างยกสูงขึ้นอีก 2 นิ้ว พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว

เรามาดูที่ภายใน ford ranger raptor

Ford Ranger Wildtrak ภายในออกแบบมาเพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายแบบรถยนต์นั่งความรู้สึกทันสมัยโฉบเฉี่ยวเน้นให้ห้องโดยสารสีส้มทูโทนเน้นความสปอร์ตดูโออ่าและกว้างขวางยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใช้วัสดุดูหรูหราและทนทาน มาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ SYNC 2 ทำงานผ่านจอทัชสกรีน พร้อมจอแสดงข้อมูลแบบหน้าจอคู่ Dual TFT หลังพวงมาลัย, พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPAS ช่วยปรับให้พวงมาลัยมีน้ำหนักเบาเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ, Wi-Fi Hotspot พร้อมช่องชาร์จไฟแบบ 230 โวลต์, เบาะนั่งฝั่งผู้ขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง

ส่วน Ford ดูสปอร์ต หรูหรา เท่ห์ กว่า ตัว Ranger Wildtrak เพราะตัวเบาะที่นั่งของ Ranger Raptor ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะพร้อมเดินด้ายสีน้ำเงินช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ

แถมพวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ พร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบาทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการมีแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัยด้วย ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโกแร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย พร้อมระบบเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง

Ford Ranger Wildtrak มีเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์คทีดีซีไอวีจีเทอร์โบขนาด 3.2 ลิตรแบบ 5 สูบ ประหยัดน้ำมันโดยให้พละกำลังได้ถึง 200 แรงม้าและมอบแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

Ford Ranger Raptor มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ

ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น

Ford Ranger Wildtrak ด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังแหนบซ้อน

ระบบเบรก หน้าดิสก์เบรค หลังเป็นดรัม ระบบป้องกันล้อล๊อค ABS และระบบกระจายแรงเบรค EBD

ส่วนปีกนกทำมาจากเหล็กหล่อเกรดดี

โช้คอัพพร้อมคอยล์สปริงทั้งหน้า-หลัง ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์โช้คซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระ โช้ค 4 ล้อ แบบ Position Sensitive Damping (PSD) โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง

ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ คาลิเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่เส้นผ่านศูนย์กลาง 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder

ปีกนกทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่

เพิ่มรุ่น Wildtrak เกียร์ธรรมดา และอีก 5 รุ่นย่อย เริ่ม 5.28 แสน

Ford Ranger รุ่นปี 2019 ใหม่ มีการเพิ่มรุ่นย่อยจำนวนทั้งหมด 6 รุ่น ประกอบด้วย Wildtrak 1 รุ่น, XLT 1 รุ่น, XL และ XL+ อีก 4 รุ่น ทำให้ไลน์อัพของ Ranger ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 26 รุ่น นับตั้งแต่รุ่นฐานล้อสั้น (SWB) ไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง Ranger Raptor

     Ford Ranger 2019 รุ่นย่อยใหม่จำนวน 6 รุ่น ได้แก่

– Standard Chassis Cab 2.2L XL 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด
– Standard Cab 2.2L XL 4×4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด
– Double Cab XL 2.2L 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด
– Double Cab XL+ 4×2 Hi-Rider เกียร์ธรรมดา 6 สปีด
– Open Cab 2.2L XLT 4×4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด
– Double Cab 2.0L Wildtrak Turbo 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด

ทุกรุ่นถูกติดตั้งพวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า ขณะที่รุ่น Wildtrak/Limited/Raptor มาพร้อมฝาท้ายแบบผ่อนแรง Easy Lift, ระบบ SYNC 3 หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay/Android Auto และกล้องมองหลัง สามารถสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย

นอกจากนี้ ในรุ่น Wildtrak 4×4 ถูกเพิ่มด้วยระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ เช่น ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist), ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ Inter-Urban Autonomous Emergency Braking (AEB), ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System), ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control), ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active      Park Assist) และระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *